หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดี กระทรวงพาณิชย์เตรียมช่วยลดค่าครองชีพของแพง + เจาะค่าแรง300กุมเงินเฟ้อยังไง


เป็นที่รู้กันดีครับว่าช่วงนี้อาหารและวัถตุดิบประกอบอาหารปรุงสำเร็จเช่น ผักสด เนื้อหมู บางทีก็กระทบไปยังเครื่องแกงโดยที่เรายังไม่รู้สึกตัว มันเริ่มแพงขึ้น

และข่าวดีคือ กระทรวงพาณิชย์นำโดย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) ได้เตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนตาดำๆอย่างเรา โดยเตรียมการตั้งร้านขายอาหารปรุงสำเร็จที่ราคาไม่เกินเมนูละ 30 บาท ประมาณ 50 จุดขายภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ราคาของที่แพงหูฉีดเราอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงแพงหรือท่านที่หลายท่านเองก็อาจจะทราบมาบ้างแล้ว วันนี้ผมจะพาไปวิเคราะห์เจาะลึกพร้อมๆกันครับ

ทุกท่านยังจำได้ใช่ไหมครับเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล'ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ' ตรงนี้แหละครับที่ส่งผลให้ราคาของแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จริงๆแล้วสินค้านั้นปรับตัวขึ้นมาอยู่เรื่อยๆในทุกๆวันครับ และได้มาแพงจนรู้สึกถึง 'อุปสงค์เริ่มขัดแย้งกับอุปทาน' อย่างที่เราทราบกันดี

การขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ส่งผลให้ต้นทุนของผักสดหรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผักสดมาจนถึงมือผู้บริโภคทุกอย่าง มันเพิ่มเติมซึ่งกันและกันครับ จนทำให้ราคาเฟ้อขึ้นมาจนเห็นได้

ผมกำลังจะสื่อถึงการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามีที่มาจากที่ใด และนี่อาจเป็นแค่หนึ่งปัจจัยก็ แต่ในความคิดเห็นสวนตัวเรื่องของการที่ราคาสินค้าโหมกระหน่ำขึ้นก็เป็นเพราะสาเหตุนี้ด้วย และอาจจะเกี่ยวข้องกับ ฤดูกาลของไทยที่เป็นฤดูแล้งผลการเก็บเกี่ยวได้น้อย ก็เป็นไปได้หมดครับ

  • เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 
    • ดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 
      • เมื่อดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 
        • เกิดภาวะเงินเฟ้อ และเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ 
          • ก็จะทำให้เงินมีค่าน้อยลง 
หากส่งผลในระยะยาวก็จะทำให้เรา 'ไม่ต้องทาสีบ้าน เอาเงินไปแปะแทนสีบ้านยังถูกกว่า' ก็เป็นไปได้ ลองศึกษาผลกระทบของ เงินเฟ้อในประเทศซิมบัฟเวย์ ดูสิครับถือว่าหนักที่สุดในโลก ประเทศไทยของเรายังไม่ขนาดนั้นครับ และไม่มีทางเป๋็นไปได้อย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจเราแข็งแรงกว่านั้นเยอะครับ  



ผมขอนำเอาแบบจำลองซึ่งผมได้ลองทำมันขึ้นมาเองจากความปกติของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 

การที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ย่อมก่อให้เกิดการเพิ่มราคาสินค้าไปยังตลาดมากขึ้น เพราะทางผู้ผลิตเองไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใดจากทางรัฐบาล หลังจากนั้นผู้บริโภคก็จะบริโภคน้อยลง หรือบางรายก็หันมาบริโภคสินค้าทดแทนกัน หรือสินค้าที่คล้ายคลึงกันในตลาด เพื่อลดผลกระทบจากราคาสินค้าที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น

จากนั้นสินค้าคงเหลือของผู้ผลิตจะมีมากขึ้น (ล้นตลาด) อาจจะก่อให้เกิดการเน่าเสียหรือไม่มาสามารถนำไปขายได้ บางรายจำใจขายในราคาทุนเพราะทนเห็นของเสียไม่ได้

หลังจากนั้นผู้ผลิตจะลดการผลิตลง เพื่อศึกษาให้จำนวนการผลิตเท่ากับความต้องการของผู้บริโภคที่ยังรับได้ แต่ผู้ผลิตเองก็ต้องลดต้นทุนการผลิตด้านอื่นออกหากจำเป็นที่จะต้องดำรงไว้ซึ้งกิจการ นั่นคือการลดการจ้างงานลง เพราะตนนั้นผลิตเพื่อป้อนสู้ตลาดน้อยลง

แต่อย่าลืมครับ ว่าระหว่างนี้สินค้าในท้องตลาดโดยทั่วๆไปก็ปรับตัวสูงขึ้นไปหมดทุกอย่าง 
แล้วเงิน 300 ที่เราได้มาจะมีประโยชน์อะไร ถ้าสินค้าแพงขึ้นขนาดนี้

ขอบคุณที่อ่านจบครับ
Steve.F 





วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Airport link วิ่งต่อ ฟันธง ! แต่แค่รู้สึกเหมือนไม่ได้คำตอบ

ขบวน City line
ตั้งแต่เช้าเมื่อวานเราต่างได้ทราบกันถึงข่าวว่า พนักงานของ Airport link (ผมขอเรียกง่ายๆละกันนะครับ) ว่าได้ทำการประท้วงลงสื่อว่าจะไม่ทำงาน หยุดงานเพื่อประชดการดำเนินการและเงินเดือนของพนักงาน ไม่มีการปรับฐานเงินเดือนให้ และยังโจมตีไปยังกรรมการบริษัทและผู้เกี่ยวข้องอีกหลายประการ

จนวันนี้ครับทางรักษาการกรรมการ รฟท ได้ออกมาแจ้งเป็นที่เรียบร้อยว่า Airport link จะยังคงให้บริการต่อไป โดยบอกแก่ประชาชนว่า รถไฟเสียไป 1 ขบวนแต่ว่าเที่ยวอื่นๆ ยังคงให้บริการตามปกติเหตุเพราะลูกปืนล้อเสีย และตอนนี้ได้ประชุมและขอเครมกับต้นสังกัดอะไหลล่ของทางบริษัทซีเมนต์ เรียบร้อยแล้ว

แต่สิ่งที่ผมอ่านจากการประกาศเดินรถต่อนั้น มันเหมือนผมไม่ได้รับคำตอบจากทางเบื้องบนเลยแม้แต่น้อยเกี่ยวกับสาเหตุในเรื่องของ บุคลากรที่ออกมาประท้วงก่อนหน้านี้ในเรื่องของค่าแรงเงินเดือน ตรงนี้ทาง รฟท คงอยากปล่อยให้เรื่องจางหายไปเองหรือเปล่านั้น แล้วแต่วิจารณญาณครับ
ขบวน Express line

ตรงนี้ผมจะพาทุกท่านไปชม ผลประกอบการที่ทาง รฟท เคยได้ประกาศออกสื่อมาก่อนหน้านี้ครับ
ผลประกอบการปี 2554 ของ Airport link นั้น ได้เผยตัวเลขการขาดทุน ว่าขาดทุน 27 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าแผนที่เคยวางไว้ว่าน่าจะขาดทุนอยู่ที่ 626 ล้านบาทในปีนั้น แต่อาจเกี่ยวเนื่องกับการที่ ได้รับรายได้จากการประมูลให้เช่าสถานที่เชิงพาณิชย์อีกประมาณ 50 ล้านบาท

ได้บอกอีกครับว่าในช่วงเดือนมกราคม 2555 สภาพคล่องของทางเรายังดีอยู่มาก เพราะงบที่เคยได้จาก กระทรวงการคลัง 1,860 ล้านบาทในปี 2554 นั้น กว่า 450 ล้านบาทยังมิได้นำมาใช้เลย

ส่วนในเรื่องของผู้โดยสาร [อันนี้ผมขอแนะนำนิดหนึ่งครับ Aitport link เปิดเดินขบวน 2 รูปแบบ คือ City line (จอดทุกสถานี)  กับ Express line (สายตรงจากสถานี พญาไท - มักกะสัน - สนามบินสุวรรณภูมิทันที) ]โดยที่ City line อยู่ที่ 48,000 คนต่อวัน และ Express line อยู่ประมาณ 3,500 คนต่อวัน โดยคาดว่าปี 2555 จะเพิ่มขึ้นอีก 10% ทั้ง 2 สาย
ภายในตัวรถ

เห็นแล้วสินะครับว่าผลประกอบการของเค้าก็เคยบอกว่าขาดทุนน้อยกว่าที่คิดไว้ และมีการคาดหมายไว้อีกว่ายังไงก็มีผู้ใช้บริการมากขึ้นในปี 2555 อีก 10 % แต่ลึกๆแล้วการขาดทุนก็ยังเป็นเรื่องปกติของ Airport link  ที่ยังต้องประสบพบเจอกันต่อไป

ผมเคยมีประสบการณ์พิเศษกับการได้ขึ้น Airport link ขบวน City line ช่วงประมาณ 7 โมงครึ่งในวันจันทร์จากสถานีสนามบินสุวรรณภูมิไปจนถึงสถานีพญาไท ใช้เวลาประมาณเกือบ40นาที และผู้โดยสารแน่นมากครับจนล้นขบวน จะมีผู้โดยสารลงเยอะก็ช่วงสถานีใกล้ปลายทาง นับว่าน่าเห็นใจกับผู้โดยสารมากครับ

เพราะทุกวันนี้ การปล่อยรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วนคือ 12 นาที/ขบวน ผู้โดยสารจึงสะสมเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังดีกว่าใช้ทางด่วนซึ่งมีะพื้นที่คอขวดรถติดแถวๆถนนพระรามเก้า หรือใช้ถนนปกติที่ถนนรามคำแหง ดังนั้นเส้นทางนี้จึงเป็นทางที่ปลอดภัยและว่องไวที่สุดแล้ว สำหรับคนเมือง

บทความนี้ไม่ค่อยได้อินไปเศรษฐศาสตร์สักเท่าไร แต่อย่างน้อยๆผมก็ขอบคุณครับที่อ่านจบ :)
อ้างอิง 1 (ข่าวหยุดเดินรถ)
อ้างอิง 2 (ข่าวเดินรถต่อแน่ๆ)
อ้างอิง 3 (ข่าวแจ้งผลประกอบการ)
ภาพ

Steve.F

หอการค้าไทยแนะแจกคูปอง 2000 บาทช่วยรากหญ้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช
วันนี้ผมได้เจอข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ภาคเอกชนอย่าง ม.หอการค้าไทย โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาแนะนำรัฐบาลออกคูปอง 2000 บาท เพื่อพี่น้องชาวไทยที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทไปซื้อของในร้าน ถูกใจหรือร้านถูกทั้งแผ่นดินในโครงการของรัฐบาลนั่นเอง

เหตุผลที่ผมทยอย ๆ อ่านข่าวจากสำนักข่าวต่าง ๆ ก็ด้วยว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่กำลังทยอยปรับตัวขึ้นกันอยู่ในช่วงนี้ แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั่วประเทศอยู่ดี ประกอบกับช่วงนี้ราคาของแพงขึ้นอย่างไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง จึงทำให้โครงการคูปอง 2000 บาทนี้มีความเป็นไปได้ที่จะช่วยพี่น้องรากหญ้าคนไทยของเราได้

มันทำให้ผมนึกไปถึงตอนสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ชั้นปี1 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ครับ ผมได้ข้อสอบเกี่ยวกับเรื่อง ความขัดแย้งของการประหยัด เป็นข้อเขียนที่อาจารย์ให้ผมอธิบายยาวเหยียดเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ ผมจะอธิบายให้ฟังครับว่า ความขัดแย้งของการประหยัดเป็นยังไง แล้วเกี่ยวกับคูปอง 2000 บาทนี้ด้วยอย่างไร

เริ่มด้วย ทฎษฎีความขัดแย้งของการประหยัด (the paradox of thrift) คือ เรื่องที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนั่น การที่คนในชาติ พร้อมใจกันประหยัด อดออม มันจึงทำให้ระบบเงินในระบบเศรษฐกิจนั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนน้อยลง และสิ่งที่ตามมาคือ กราฟด้านล่างครับ
กราฟความขัดแย้งของการประหยัด (paradox of thrift)
จากกราฟเราจะพบ ว่า S1 คือช่วงการออมปกติที่มีอยู่แล้ว I คือระดับการลงทุนและ S2 คือการออมที่มากขึ้นของคนในชาติ

เห็นไหมครับว่า การออมที่มากขึ้นส่งผลให้ ระดับ GDP ลดลง หรือ รายได้ประชาชาติก็ลดลงด้วยนั่นเอง นอกจากนั้นยังส่งผลอะไรอีกบ้าง แน่นอนครับเมื่อการลงทุนก็ลดลง ส่งผลให้ระดับการจ้างงานลดลง แล้วจะเกิดอะไรถ้าคนตกงานเยอะ ๆ และการลงทุนน้อย ๆ  > การออมที่มีอยู่จะต้องลดลงไปอีกเพราะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่

แล้วเกี่ยวอะไรกันนะ ผมต้องการจะสื่อถึงอะไร?
ผมกำลังจะบอกว่า เป็นความคิดที่ดีมากๆเลยครับกับการแจกคูปอง 2000 บาทเพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบ นอกจากจะช่วยพี่น้องรากหญ้าได้แล้ว ยังช่วยให้เศรษฐกิจโต GDP ดีขึ้นอีกด้วย

เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครับในสมัยที่ นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แจกเช็คช่วยชาติ 2000 บาท นั่นก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของวิธีการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ใช้ได้ ทางหนึ่งครับ

สามารถอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ ที่นี่
หรือ เข้าไปศึกษาทฤษฎีความขัดแย้งของการประหยัด(the paradox of thrift) ได้ ที่นี่ครับ 
ขอบคุณครับ , Steve.F